ประเทศไทยมีกันแดดได้สูงสุดแค่ SPF50?
เวลาที่เราไปช็อปปิ้งกันแดดทั้งหน้าร้านและออนไลน์
หลาย ๆ คนน่าจะเคยตั้งคำถามในใจว่า ทำไมถึงมี SPF สูงสุดแค่ 50
ซึ่งวันนี้ Reader จะพาทุกคนทำความรู้จักกันแดดเชิงลึกแบบ 101
ที่จะทำให้ทุกคนเข้าใจคอนเซ็ปต์ การตลาด และข้อกำหนดที่เกี่ยวกับกันแดดในไทยเรามายิ่งขึ้น
ก่อนอื่นต้องขอเท้าความว่า กันแดดในท้องตลาดอยู่ภายใต้การควบคุมของ
องค์การอาหารและยาเหมือน ๆ กับเครื่องสำอางชนิดอื่น ๆ
ซึ่งข้อกำหนดของกันแดดอ้างอิงตาม
ประกาศคณะกรรมการเครื่องสําอาง เรื่อง การแสดงค่าความสามารถในการป้องกันแสงแดด ของเครื่องสําอางที่มีสารป้องกันแสงแดด พ.ศ. ๒๕๖๐
ที่บอกไว้ว่า ไม่ว่ากันแดดจะมี SPF เท่าไหร่ก็ตาม สามารถเคลมได้สูงสุดที่ 50 หรือ 50+ ในกรณีที่ SPF สูงทะลุ 50
ซึ่งตัวเลขที่อนุญาตนี้เท่ากับหลาย ๆ ประเทศ โดยที่มาของตัวเลข SPF
ที่อนุญาตจะถูกพิจารณาร่วมกับหลายปัจจัย เช่น อุบัติการณ์ความผิดปกติที่เกิดจากแสงแดดในประชาชน ความเข้มของสีผิวประชาชนซึ่งมีผล
ต่อความรุนแรงที่อาจเกิดจากผลกระทบของแสงแดด
แต่สิ่งที่ Reader อยากให้ทุกคนตรวจสอบก่อนซื้อกันแดด
ไม่ใช่แค่ค่า SPF แต่ยังมีค่าอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย
เช่น PA ความสามารถในการป้องกันรังสี UV-A เพราะแสงแดด
ไม่ได้มีแค่ UV แถม UV ก็ยังมีแยกย่อยอีกหลายตัว ทั้ง UV-A, UV-B หรือแม้กระทั่ง UV-C แต่ที่ UV-C ไม่มีบทบาทในวงการกันแดด
เพราะไม่ผ่านชั้นบรรยากาศนั่นเอง
โดย UV-A ส่งผลกระทบต่อผิวหนังชั้นลึก (ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยจากอนุมูลอิสระ)
ในขณะที่ UV-B ส่งผลกระทบต่อผิวหนังชั้นนอก (ทำให้เกิดผิวคล้ำหรือ Sun burn) จึงทำให้ดูแค่ SPF อย่างเดียวไม่พอ โดยเฉพาะคนที่ทากันแดดเพื่อหวังผลการป้องกันริ้วรอยก่อนวัยอันควร ซึ่งควรจะให้ความสำคัญกับค่าการปกป้องรังสี UV-A นั่นก็คือ PA มากกว่า SPF ด้วยซ้ำ
บทความหน้าจะชวนทุกคนไปทำความรู้จักกับ PA และการทดสอบค่า PA ที่ตอนนี้แต่ละประเทศมีวิธีการทดสอบที่ต่างกัน ทำให้ค่า PA แสดงผลหลากหลาย ผู้บริโภคเองก็ควรเข้าใจมีธีการดูค่า PA ที่มีทั้งดูจากดาว Keywords หรือแม้แต่เครื่องหมาย + ที่ต่อหลัง PA เอาเข้าจริงก็น่าสับสนไม่น้อย แต่เสียเวลาทำความเข้าใจสักนิด จะเลือกกันแดดได้ตอบโจทย์มากขึ้น